5ข้อ ลิเวอร์พูล รับมือ กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

ลิเวอร์พูล กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

เกมบิ๊กแมตช์ระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่สนามแอนฟิลด์ วันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายนนี้ เป็นแมตช์สำคัญมากๆ กับทั้งสองทีมเพราะหากเจ้าบ้านชนะนั่นหรือถึงการหนีห่างถึง 9 คะแนน แต่หากแพ้ทุกอย่างจะลดลงมาเหลือเพียง 3 แต้มเท่านั้น

 ลิเวอร์พูล รับมือ กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แน่นอนว่าทั้ง เจอร์เก้น คล็อปป์ และ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ต้องขบคิดแผนการเพื่อให้ทีมของตนคว้าชัยชนะในเกมนี้ให้ได้ โดยทั้งสองทีมมีจุดเด่นอยู่แล้วในเรื่องเกมรุก ฉะนั้นการตัดสินชี้ขาดในแมตช์นี้น่าจะอยู่ที่เกมรับว่าทีมไหนมีข้อผิดพลาดน้อยที่สุด

ส่วนอีกประเด็นก็คือกรณีของ ซาดิโอ มาเน่ ที่โดน เป๊ป จับจ้องว่าพุ่งล้มเก่ง ฉะนั้นแมตช์นี้ สตาร์ชาวเซเนกัล คงโดนเพ่งเล็งเป็นพิเศษทั้งกับแนวรับของทีมเยือน และผู้ตัดสิน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าห่วงเพราะยุคนี้มีระบบ “วีเออาร์” หากไม่ฟาวล์จริงๆ ก็ต้องรับโทษใบเหลืองไป 

   กระนั้นอีกเรื่องที่ แมนฯ ซิตี้ ระวังให้จงหนักก็คือช่วงท้ายเกมไปจนถึงทดเวลาบาดเจ็บ เพราะหลายทีมโดนดีมาแล้ว !!!

. ซาลาห์อันตราย แต่ระวัง มาเน่ ให้ดี 
    โมฮาเหม็ด ซาลาห์ สร้างผลงานสุดประทับใจในอังกฤษกับฤดูกาลแรกในสีเสื้อ “เดอะ เร้ดส์” ด้วยการตะบันไป 32 ประตู แต่ ลิเวอร์พูล อาจจะสร้างเรื่องสุดประหลาดใจสำหรับสาวก “เดอะ ค็อป” หากทีมอาจจะเปลี่ยนผู้นำในเกมรุกเป็น ซาดิโอ มาเน่

สตาร์ทีมชาติเซเนกัล ก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นที่ฟอร์มโดดเด่นมากกว่า “บังโม” ในฤดูกาลนี้ และมักจะมีส่วนต่อจังหวะสำคัญที่ตัดสินชี้ขาดผลการแข่งขัน “หงส์แดง” อย่างการเรียกจุดโทษเกมชนะ สเปอร์ส ช่วงท้ายเกม ตามด้วยการทำให้ทีมได้จุดโทษช่วงทดเจ็บแมตช์เฉือน เลสเตอร์ ซิตี้ 

ล่าสุดก็แอสซิสต์ให้ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน โหม่งตีเสมอ และเจ้าตัวยังโชว์ความสุดยอดด้วยการโหม่งเฉือนๆ ในช่วงทดเจ็บทำให้ต้นสังกัดพลิกกลับมาชนะ แอสตัน วิลล่า ฉะนั้น อดีตดาวเตะ เซาธ์แฮมป์ตัน กลายเป็นผู้เล่นสำคัญที่ คล็อปป์ ขาดไม่ได้จริงๆ ที่สำคัญการที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ออกมาเล่นสงครามจิตวิทยาว่า มาเน่ เป็นจอมพุ่งล้ม นั่นแสดงให้เห็นว่านักเตะรายนี้อันตรายในกรอบเขตโทษจริงๆ 

 หากเป็นแบบนี้่แนวรับของ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คงต้องทำงานกันหนักเพราะต้องระวังความเร็วของ ซาลาห์ กับ มาเน่ แถมยังห้ามละสายตาจาก โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ด้วยเพราะ สตาร์ชาวบราซิเลียน มักจะสร้างเรื่องอัศจรรย์ได้เสมอ

2.  เกมรับทั้งสองทีมมีปัญหา
    สำหรับฤดูกาลนี้ทั้ง ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เสียประตูเยอะกว่า เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมอันดับ 3 และ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ทีมอันดับ 6 ด้วยซ้ำในฤดูกาลนี้ ฉะนั้นการเห็นแนวรับที่ไม่แข็งแกร่ง อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะตัดสินชัยชนะในแมตช์นี้

 ในกรณีของ “เรือใบสีฟ้า” ปัญหาใหญ่ที่สุดคงหนีไม่พ้นอาการบาดเจ็บของเซนเตอร์แบ็กทั้ง จอห์น สโตนส์ กับ  เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์ แต่ในรายของแนวรับชาวอังกฤษ จะกลับมาฟิตลงเล่นในแมตช์วันอาทิตย์นี้ ส่วน ลาป๊อร์กต์ คงยังฟิตไม่ทัน โดยจุดนี้ อาร์แซน เวนเกอร์ ตำนานกุนซือชาวฝรั่เงศส เคยให้เหตุผลว่า โจนส์ ต้องเจอปัญหาใหญ่แน่เพราะเขาต้องเล่นร่วมกับ แฟร์นานดินโญ่ หรือ นิโกลัส โอตาเมนดี้ 

ขณะที่ ลิเวอร์พูล เสียประตูน้อยกว่า แมนฯ ซิตี้ แค่ลูกเดียวเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่ามันจะเยอะกว่าเมื่อฤดูกาลที่แล้ว หากนับจากจำนวนเกมเท่ากัน แน่นอนว่า เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ โชว์ฟอร์มสุดแกร่งให้กับ “เดอะ เร้ดส์” ช่วยให้เกมรับของทีมยากจะเสียประตูเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา แต่สำหรับฤดูกาลนี้ดูเหมือนทีมจะมีข้อผิดพลาดเพิ่มขึ้นจนเป็นเหตุให้เสียประตูแทบทุกเกม

ตอนนี้สิ่งที่ คล็อปป์ จำเป็นต้องขบคิดมากที่สุดก็คือความเป็นไปได้ในการเลือกใครลงเล่นเป็นคู่หูเซนเตอร์แบ็กร่วมกับ ดาวเตะเลือดดัตช์ ระหว่าง โจ โกเมซ กับ เดยัน ลอฟเรน ซึ่งไม่ว่าใครได้รับโอกาสลงสนาม ก็ต้องโชว์ฟอร์มที่ดีที่สุดออกมาให้ได้เพื่อหยุดยั้งเกมรุกที่สุดดุดันของอาคันตุกะ

3. 3-5-2 สูตรเด็ดเคล็ดลับปราบลิเวอร์พูล

เหตุผลที่ระบบ 3-5-2 มักจะรับมือในการสู้กับ ลิเวอร์พูล ได้นะเหรอ ? ลองดูเกมที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เสมอ ลิเวอร์พูล จะเห็นได้ชัดว่าระบบนี้สามารถกดเกมรุกของ “หงส์แดง” ได้พอสมควร ฉะนั้นดูเหมือนว่าแท็คติกนี้จะเป็นสูตรพิฆาตเกมบุกระดับเฮฟวี่เมทัลของ คล็อปป์ ได้เป็นอย่างดี

 การใช้ระบบ 3-5-2 สู้กับระบบ 4-3-3 ของ ลิเวอร์พูล จะทำให้สองหน้าเป้าต้องวิ่งลงมาลึก ขณะเดียวกันแนวรับฝั่งซ้ายระหว่าง ฟาน ไดค์ กับ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน หรือฝั่งขวาระหว่างคู่หูของ ฟาน ไดค์ (ซึ่งน่าจะเป็นลอฟเรน) กับ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์  อาจจะเปิดช่องว่างให้คู่หัวหอก “สำเภทอง” ทะลุทะลวงเข้าไปได้ 

นอกจากนี้ระบบดังกล่าวยังสามารถหยุด “เจ้าหนูเทรนต์” กับ กัปตันทีมชาติสกอตแลนด์ไม่ให้ดันเกมบุกขึ้นมาได้มากนัก เนื่องจากพวกเขาต้องพะวงกับการไล่ประกบวิงแบ็กคู่แข่ง เหตุผลเพราะทั้งสองคนไม่สามารถปล่อยให้ ฟาน ไดจ์  กับคู่หูของเขา ต้องรับมือแบบตัวต่อตัว หรือขยับออกไปริมเส้นมากเกินไป 

ยังไม่หมดแค่เพราะในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาทีมไหนก็ตามที่ใช้ระบบนี้จะเน้นการให้วิงแบ็กเติมเกมสูง และนั่นส่งผลให้กองกลาง และกองหน้าของ แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 6 สมัย ต้องถอยลงมาเล่นลึกกว่าปกติ ส่งผลให้เกมบุกของทีมขาดประสิทธิภาพ

 “เป๊ป” เคยใช้ระบบนี้มาแล้วในเกมพบ อตาลันตา ที่สนาม เอติฮัด สเตเดียม ศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยเขามีนักเตะคุณภาพชั้นยอดที่จะเล่นในตำแหน่งวิงแบ็กอยู่แล้ว เพราะ เบนฌาแม็ง เมนดี้ กับ ไคล์ วอล์คเกอร์ สามารถเติมเกมสร้างอันตรายให้กับแนวรับเจ้าบ้านได้เสมอ 

แน่นอนว่าจากมุมมองของเกมรุก การใช้ระบบนี้ค่อนข้างจะเวิร์ก เพราะทุกๆ คนคงได้เห็นกันมาแล้วในหลายๆ เกมที่ ลิเวอร์พูล ต้องสู้กับทีมที่เล่นระบบ 3-5-2 แล้วในส่วนเกมรับล่ะ ? แมนฯ ซิตี้ อาจจะมีปัญหาในเกมรับเช่นกัน แต่พวกเขาไม่ได้ยี่หระเรื่องนี้มากนัก เพราะ “เรือใบสีฟ้า” ไม่ได้หวังพึ่งพาการเล่นเกมรับเพื่อคว้าแต้มอยู่แล้ว

4. ฟูลแบ็กกุญแจจม “เรือใบ”  
    สำหรับ ลิเวอร์พูล ทั้ง อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน มีบทบาทสำคัญมากๆ ในการสร้างเกมรุกของทีม  ทั้งสองคนได้ลงเล่นตัวจริงตลอด และมักจะวิ่งขึ้นช่วยทีมเปิดเกมบุกใส่คู่แข่ง ในขณะเดียวกันทั้งสองคนยังสามารถสลับพื้นที่ไปเล่นอีกฝั่งได้ด้วย  

“เจ้าหนูเทรนต์” กับ ดาวเตะเลือดวิสกี้  ยังมีจุดเด่นอีกเรื่องก็คือความรวดเร็ว และพละกำลังที่มีเหลือเฟือ รวมทั้งการเปิดบอลจากด้านข้างที่สุดเฉียบคมโดยเกมรับของคู่แข่งต้องเจอกดดันกับการป้องกันจังหวะแบบนี้ แน่นอนว่า กวาร์ดิโอล่า รู้ซึ้งถึงความโหดของทั้งคู่เป็นอย่างดี และจำเป็นต้องวางแผนให้รัดกุมในการหยุดแท็คติกเด็ดของ “หงส์แดง”

แม้จะเล่นเกมบุกได้เด็ดดวงแล้ว ในส่วนของเกมรับพวกเขาก็ยังทำหน้าที่ได้ดีไม่ค่อยมีข้อบกพร่อง เพราะ คล็อปป์ ย่อมรู้ดีว่าเกมรุกของทีมเยือนที่มีทั้ง ราฮีม สเตอร์ลิง และ ริยาด มาห์เรซ เต็มไปด้วยความรวดเร็ว และพร้อมที่จะดันขึ้นสูงเพื่อกดดันไม่ให้สองฟูลแบ็กเจ้าบ้านได้มีโอกาสเติมเกมบุก 

 อย่างไรก็ตามทีมเด็ดของ ลิเวอร์พูล จากผู้เล่นฟูลแบ็กก็คือการเล่นลูกตั้งเตะโดยเฉพาะในรายของ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่มีความโหดในเรื่องการยิงไกล และการยิงฟรีคิก รวมไปถึงการเปิดลูกเตะมุม ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจจะสร้างความแตกต่างให้เกมที่มีความสูสีกันแบบนี้ได้

5. ช่างเชื่อมกำลังฮอต 
    อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน อาจจะได้รับโอกาสลงเล่นตัวจริงในเกมนี้ เพราะเจ้าตัวกำลังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในช่วงที่ผ่านมา เพราะสไตล์การเล่นในแบบวิ่งทะลุทะลวง แถมยังมีทักษะชั้นยอดด้วย น่าจะเป็นสิ่งที่ คล็อปป์ ต้องการเพื่อสร้างความแตกต่างในแดนกลาง

 ดาวเตะทีมชาติอังกฤษวัย 26 ปี ได้ลงเล่นให้ ลิเวอร์พูล 3 เกมตลอดเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยลงสนามเป็นตัวสำรองช่วงครึ่งหลังในเกมลีกนัดแดงเดือดที่ “หงส์แดง” บุกไปเสมอ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-1 ก่อนเหมาสองตุงในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ช่วยทีมบุกไปถล่ม เกงค์ 4-1 จากนั้นปิดฉากเดือนที่แล้วด้วยการกดประตูสุดสวย 1 ลูกในเกม คาราบาว คัพ รอบสี่ ที่ทีมเปิดบ้านเสมอ อาร์เซน่อล สุดมันส์ 5-5 ก่อนชนะดวลจุดโทษ 5-4

 ล่าสุด “ช่างอ็อกซ์” ได้ลงตัวจริงในเกมรับมือ เกงค์ และซัด 1 ประตู แน่นนอนว่านี่คือสิ่งที่ คล็อปป์ ต้องการอย่างมาก เพราะ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน มีการยิงประตูที่ค่อนข้างเฉียบคมเมื่อเทียบกับ จอร์แดน เฮนดอร์สัน และ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม 

 ที่สำคัญมีความเป็นไปได้สูงมากๆ ที่กุนซือเลือดด๊อยท์ช อาจจะจับเขาลงเล่นร่วมกับ ฟาบินโญ่ และ ไวจ์นัลดุม  ตั้งแต่ต้นเกม หรือหากเป็นกรณีที่เลือกให้ “เฮนโด้” ลงตัวจริง “หนุ่มอ็อกซ์” ก็อาจจะลงมาช่วยแก้ไขสถานการณ์หาก “เดอะ เร้ดส์” ต้องการทางเลือกในการปราบ แมนฯ ซิตี้ ก็ได้

อ่านข่าวเพิ่มเติม : ข่าวสารกีฬา , ริวิวสถนาที่ท่องเที่ยว